คอลัมน์เขียนให้คิด: ผู้นำต้องสร้างการเปลี่ยนแปลง

ข่าวเศรษฐกิจ 30 กันยายน พ.ศ. 2562 —หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

บัณฑิต นิจถาวร ประธานมูลนิธินโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาล ผลสำรวจความเห็นประชาชนล่าสุดต้นเดือนนี้จากสองสำนัก คือ นิด้าโพล ของสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) และสวนดุสิตโพล ของมหาวิทยาลัยสวนดุสิต ให้ข้อมูลคล้ายกันว่า ประชาชนมีความห่วงใยต่อสถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศและความสามารถของรัฐบาลในการแก้ปัญหา การสำรวจมีขึ้นในช่วงวันที่ 3-7 กันยายน หลังรัฐบาลชุดปัจจุบันเข้ามาบริหารประเทศได้เพียงสองเดือน สะท้อนความไม่มั่นใจของประชาชนต่อการทำหน้าที่ของรัฐบาลที่สะสมมาตั้งแต่รัฐบาลที่แล้ว

ในรายละเอียด ผลสำรวจของดุสิตโพลชี้ว่า ปัญหาเศรษฐกิจที่ประชาชนกังวลมากที่สุดขณะนี้คือ ปัญหาของแพงและค่าครองชีพสูง เป็นคำตอบมากถึงร้อยละ 63.39 ของผู้ให้ความเห็น รองมาคือ ปัญหารายได้ไม่พอรายจ่าย (ร้อยละ 35.05) ปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำ (ร้อยละ 22.75) การไม่มีงานทำ (ร้อยละ 16.15) และราคาพืชผลเกษตรตกต่ำ (ร้อยละ 14.22) ผลดังกล่าวชี้ว่า ในความรู้สึกประชาชน เศรษฐกิจขณะนี้ไม่ดี ราคาพืชผลตกต่ำ รายได้ไม่พอใช้จ่าย งานหาทำยาก ข้าวของแพง ทั้งหมดกระทบความเป็นอยู่ของประชาชน

เศรษฐกิจตกต่ำทำให้ปัญหาสังคมรุนแรงขึ้น และที่ประชาชนกังวลมากที่สุดคือ ความรุนแรงของอาชญากรรม (ร้อยละ 54.81) ปัญหาจิตสำนึกของคนในสังคม (ร้อยละ 29.45) และสถานการณ์น้ำท่วมภัยแล้ง (ร้อยละ 23.31) ที่กำลังกระทบความเป็นอยู่ของคนจำนวนมากของประเทศ ที่สำคัญประชาชนไม่มั่นใจในความสามารถของรัฐบาลที่จะแก้ไขปัญหา โดยร้อยละ 43.76 มีความวิตกกังวลในการบริหารประเทศ และร้อยละ 33.20 วิตกกังวลเรื่องการทุจริตคอร์รัปชัน

ผลสำรวจนิด้าโพลที่ทำในช่วงเวลาใกล้กัน ยืนยันความเห็นประชาชนในทางเดียวกัน คือ ในสายตาประชาชน สาเหตุของปัญหาเศรษฐกิจขณะนี้มาจากสินค้าแพง รายได้ต่ำ (ร้อยละ 29.21) ผลจากเศรษฐกิจโลก (ร้อยละ 24.13) และราคาพืชผลเกษตรตกต่ำ (ร้อยละ 13.65) ผู้ให้ความเห็นส่วนใหญ่ (ร้อยละ 46.64) มองว่ารัฐบาลไม่มีความสามารถในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ร้อยละ 20.79 มองว่านักการเมือง ซึ่งคงหมายถึง นักการเมืองที่มาร่วมรัฐบาล ไม่สนใจแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจอย่างจริงจัง ผลจากนิด้าโพลจึงตอกย้ำว่า เศรษฐกิจขณะนี้เป็นปัญหาใหญ่และประชาชนมองว่ารัฐบาลและนักการเมืองที่เข้ามาร่วมรัฐบาลไม่สนใจแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจอย่างจริงจัง และไม่มีความสามารถในการแก้ปัญหา นี่คือสิ่งที่อยู่ในใจประชาชนขณะนี้

สำหรับนักธุรกิจและนักลงทุน ผลสำรวจดังกล่าวให้ความรู้สึกว่า ความไว้วางใจ หรือ TRUST ที่ประชาชนมีต่อรัฐบาลและผู้นำประเทศกำลังลดถอยลง ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญและประมาทไม่ได้ เพราะความไว้วางใจที่ประชาชนมีต่อรัฐบาลเป็นพื้นฐานของความสำเร็จของประเทศ จากแรงสนับสนุนที่ประชาชนจะให้กับรัฐบาลในการทำหน้าที่ ตรงกันข้าม ถ้าความไว้วางใจต่อรัฐบาลมีน้อยหรือไม่มี รัฐบาลก็ยากที่จะทำอะไรสำเร็จ เพราะในทุกสิ่งที่รัฐบาลพยายามทำ ประชาชนจะไม่ไว้วางใจ ไม่สนับสนุน นี่คือความสำคัญของ TRUST หรือความไว้วางใจ

ในระดับสากล มีการสำรวจความไว้วางใจที่ประชาชนมีต่อรัฐบาลประเทศของตนเป็นรายประเทศ จัดทำทุกปี คือ Edelman Trust Barometer ที่สำรวจ 27 ประเทศทั่วโลก ล่าสุดผลปี 2019 ก็เพิ่งประกาศออกมา แต่น่าเสียดายที่ไม่มีประเทศไทยรวมอยู่ในประเทศที่สำรวจ เท่าที่ดูจากผลปี 2019 ประเทศที่ประชาชนให้ความไว้วางใจในระดับต้นๆ ก็เช่น จีน อินโดนีเซีย อินเดีย สิงคโปร์ ประเทศที่ความไว้วางใจอยู่ในระดับเป็นกลาง ก็เช่น มาเลเซีย เม็กซิโก แคนาดา ฮ่องกง และประเทศที่ประชาชนไม่ไว้วางใจก็เช่น สหรัฐ ออสเตรเลีย อาร์เจนตินา บราซิล

จากข้อมูลเหล่านี้เห็นได้ว่า ความไว้วางใจที่ประชาชนมีต่อรัฐบาลสามารถเปลี่ยนแปลงได้ ขึ้นได้ ลงได้ และประเทศที่ประชาชนไว้วางใจมักจะเป็นประเทศที่มีผลงานทางเศรษฐกิจดี ประชาชนเชื่อมั่นในความสามารถของรัฐบาลที่จะบริหารประเทศ ในแง่นี้ ถ้าดูจากผลสำรวจของไทยจากโพลล่าสุดของนิด้า และสวนดุสิตอย่างที่กล่าว คงอนุมานได้ว่า ความไว้วางใจ หรือ Trust ที่ประชาชนมีต่อรัฐบาลขณะนี้อาจกำลังลดลงจากผลงานทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น และความไม่เชื่อมั่นที่ประชาชนมีต่อความสามารถของรัฐในการบริหารประเทศอย่างที่ปรากฏในผลการสำรวจ

คำถามคือ ทำไมความไว้วางใจที่ประชาชนมีต่อรัฐบาลลดลงเท่าที่ประมวล สิ่งที่เกิดขึ้นอาจมาจากสามสาเหตุที่เป็นปัญหาสำคัญขณะนี้

หนึ่ง เศรษฐกิจของประเทศปัจจุบันไม่ดีจริงๆ ผลสำรวจล่าสุดก็ยืนยันข้อเท็จจริงนี้ ตัวเลขเศรษฐกิจมหภาคล่าสุดก็แสดงอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจที่ชะลอลง ที่สำคัญ ภาวะเศรษฐกิจคงจะไม่ดีต่อจากนี้ไปอีกระยะหนึ่ง จากผลกระทบของภาวะน้ำท่วมที่กำลังเกิดขึ้น จากเศรษฐกิจโลกที่จะชะลอต่อเนื่อง และราคาน้ำมันที่อาจปรับสูงขึ้นจากปัญหาด้านการผลิตในซาอุดีอาระเบีย ทำให้ราคาสินค้าในประเทศจะปรับสูงขึ้น ซ้ำเติมภาวะเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ของคนในประเทศ

นอกจากเศรษฐกิจ ประเทศก็มีหลายปัญหาที่กระทบคุณภาพชีวิตของประชาชน ซึ่งที่ประชาชนวิตกมากขณะนี้ คือ ความรุนแรงของอาชญากรรม การขาดจิตสำนึกของคนในสังคม และการทุจริตคอร์รัปชัน ปัญหาเหล่านี้มักรุนแรง ในช่วงเศรษฐกิจไม่ดี คนไม่มีรายได้เพียงพอก็จะต่อสู้ดิ้นรนเพื่อความเป็นอยู่ประจำวัน ในหลายประเทศ เมื่อประชาชนเดือดร้อนก็หวังมาที่ภาครัฐที่จะช่วยแก้ไขปัญหา แต่ถ้าการแก้ไขปัญหาไม่เกิดขึ้น หรือภาครัฐไม่สามารถแก้ไขได้ต่อเนื่องเป็นเวลานาน ประชาชนก็จะเบื่อหน่าย และความเชื่อมั่นในความสามารถของภาครัฐที่จะแก้ปัญหาก็จะลดลง นำไปสู่การสูญเสียความไว้วางใจ หรือ Trust ที่ประชาชนมีต่อรัฐบาล นี่คือสาเหตุแรก

สอง คือ ช่องว่าง หรือ Disconnect ระหว่างสิ่งที่รัฐบาลทำในแง่นโยบายและมาตรการ กับปัญหาที่ประเทศมีและต้องการแก้ไข คือ มาตรการของรัฐบาลที่ออกมาไม่ตรงกับปัญหาที่ควรแก้ไข ซึ่งเกิดขึ้นได้ ถ้ารัฐบาลไม่เข้าใจหรือไม่ยอมรับปัญหาที่ประเทศมีและควรต้องแก้ไข คือ ปฏิเสธที่จะยอมรับปัญหาและให้ความสำคัญกับเรื่องอื่นแทน เปรียบเหมือนบ้านที่หลังคารั่ว น้ำท่วมในบ้านตอนฝนตก แต่ผู้นำครอบครัวไม่ยอมซ่อมแซมหลังคา เอาทรัพยากรของคนในบ้านไปทำอย่างอื่นแทน เช่น แต่งสวน หรือต่อเติมห้อง

สำหรับรัฐบาลขณะนี้พยายามทำหลายๆ อย่าง ที่เป็นข่าวจากเสียงวิจารณ์ที่ออกมาประชาชนจึงไม่แน่ใจว่าสิ่งที่รัฐได้ทำจะตอบโจทย์ปัญหาเศรษฐกิจที่มีหรือไม่อย่างไร เช่น การแก้เศรษฐกิจตกต่ำจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ด้วยการเพิ่มสวัสดิการและเงินช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยเป็นเวลา 2-3 เดือน ซึ่งถูกวิจารณ์มากว่าเป็นการใช้โอกาสแจกเงินและสวัสดิการตามนโยบายที่ได้หาเสียงไว้ โดยใช้การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกเป็นเหตุผล หรือการไม่เตรียมการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยน้ำท่วมไว้แต่เนิ่นๆ แม้พอจะมีเวลาล่วงหน้า ทำให้การช่วยเหลือประชาชนล่าช้า ทั้งในแง่การปฏิบัติการและความพร้อมของงบประมาณ นอกจากนี้เรื่องที่สำคัญต่อประชาชน เช่น อาชญากรรม และการทุจริตคอร์รัปชัน ก็ไม่มีการสร้างความมั่นใจกับประชาชนว่าจะดูแลแก้ไขเรื่องเหล่านี้อย่างไร นี่คือตัวอย่างของช่องว่างที่เกิดขึ้น กระทบความไว้วางใจ หรือ Trust ที่ประชาชนมีต่อการทำหน้าที่ของรัฐบาล

สาม การทำหน้าที่ของรัฐบาลในระบบการเมืองแบบรัฐสภา ที่เป็นระบบที่ให้ความสำคัญกับการตรวจสอบถ่วงดุล เพื่อให้การใช้ทรัพยากรของประเทศ และการออกนโยบายของรัฐเป็นประโยชน์ต่อประชาชนและประเทศ แต่ที่ผ่านมามีเสียงวิพากษ์วิจารณ์มากว่ารัฐบาลมีท่าทีไม่ให้ความสำคัญกับการตรวจสอบถ่วงดุลตามกลไกรัฐสภา รวมถึงประเพณีปฏิบัติด้านจริยธรรมที่สูงกว่ากฎหมายในการแต่งตั้งบุคคลเข้ารับตำแหน่งทางการเมืองที่จะมีผลต่อประชาชนและส่วนรวม สิ่งเหล่านี้ทำให้ประชาชนไม่มั่นใจในการทำหน้าที่ของรัฐบาล และอนาคตของระบบประชาธิปไตย

ในหนังสือ ทำไมประชาธิปไตยตาย หรือ How Democracies die ตีพิมพ์ปีที่แล้ว เขียนโดย ศาสตราจารย์มหาวิทยาลัย Harvard สหรัฐอเมริกา สองคน คือ Steven Levitsky และ Daniel Ziblatt หนังสือให้ข้อสรุปที่น่าสนใจว่า สาเหตุที่ประชาธิปไตยตายมาจากพฤติกรรมการใช้อำนาจของรัฐบาลที่ไม่เคารพการทำหน้าที่ตรวจสอบของฝ่ายค้านตามกลไกของระบบสภา ไม่ให้ความสำคัญกับประเพณีทางการเมือง และระเบียบด้านจริยธรรมที่ถือปฏิบัติกันมา ไม่สนใจการตรวจสอบขององค์กรอิสระตามหน้าที่ (Sidelining players) การเมืองจึงกลายเป็นเรื่องการเอาแพ้ชนะกันโดยไม่มีกรรมการที่เป็นอิสระตัดสิน (Capturing referees) แต่แพ้ชนะกันด้วยพลังและอำนาจในการตีความกฎหมาย หรือแก้ไขข้อกฎเกณฑ์ต่างๆ ให้เป็นประโยชน์ต่อตน (Changing rules) ผลคือ ระบบรัฐสภากลายเป็นที่บ่มเพาะรัฐบาลอำนาจนิยม ในระบอบประชาธิปไตย ทำให้ประชาชนสูญเสียความไว้วางใจ หรือ Trust ในรัฐบาลและในระบบประชาธิปไตย

ผมมองโลกในแง่ดีและมองว่าทุกอย่างมีความหวังเสมอ และที่เป็นความหวังขณะนี้คือ ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงได้ ซึ่งข้อมูลจากการสำรวจของ Edelman Trust Barometer ก็ชี้ชัดเจนว่า ความไว้วางใจของประชาชนต่อรัฐบาลสามารถลดได้ เพิ่มได้ ขึ้นอยู่กับผลงานและการทำหน้าที่ของรัฐบาล เราจึงเห็นประเทศอย่างอินโดนีเซีย ซึ่งสมัยก่อนมีปัญหามาก ทั้งเรื่องการเมืองและเศรษฐกิจ ปัจจุบันเติบโตได้ดี การเมืองเข้าระบบ ไม่มีปฏิวัติรัฐประหาร และความไว้วางใจที่ประชาชนมีต่อรัฐบาลก็อยู่ในระดับสูงของเอเชีย จีนและอินเดียก็เช่นกัน ทั้งสองประเทศเป็นประเทศใหญ่ มีประชากรระดับพันล้านคน เป็นโจทย์การบริหารประเทศที่ใหญ่กว่าของไทยมาก แต่เศรษฐกิจก็ไปได้ดี และความไว้วางใจของประชาชนต่อผู้นำประเทศก็สูงมาก นี่คือสามประเทศที่ประสบความสำเร็จในการบริหารประเทศและได้รับความไว้วางใจ หรือ Trust จากประชาชนในระดับนำของเอเชียและของโลก

ที่อยากเขียนให้คิดก็คือ บทบาทผู้นำในฐานะหัวหน้ารัฐบาลและผู้นำประเทศ จึงสำคัญมากเพราะสามารถพลิกประเทศจากหน้ามือเป็นหลังมือได้อย่างที่เกิดขึ้นในสามประเทศนี้ ถ้าผู้นำมีความจริงใจและมีความตั้งใจ (passion) ที่จะเปลี่ยนประเทศ พัฒนาประเทศ ยกระดับความเป็นอยู่ของคนในประเทศให้ดีขึ้น กล้าตัดสินใจ กล้าแก้ไขปัญหา เพื่อปฏิรูปเปลี่ยนแปลงประเทศอย่างไม่เคยมีมาก่อน มองประโยชน์ของประชาชนและประเทศเป็นที่ตั้ง และมีวิธีการทำงานที่ให้ความสำคัญกับความโปร่งใสในทุกขั้นตอน ตัดสินใจด้วยความมีเหตุมีผล รับฟังความเห็นจากทุกฝ่าย และพร้อมต้อนรับการมีส่วนร่วมของประชาชนที่มีความรู้ มีความตั้งใจดีต่อประเทศ ให้เข้ามาร่วมสนับสนุนงานของรัฐบาล แม้ไม่ใช่พวกพ้องของตน

สิ่งเหล่านี้ถ้าเกิดขึ้น การเมืองและเศรษฐกิจของประเทศจะเปลี่ยนอย่างไม่เคยมีมาก่อน ความอ่อนแอที่ประเทศมีอยู่ปัจจุบันจะหายไป ทดแทนด้วยความเข้มแข็งและการเติบโตทั้งเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ของประชาชนที่สะท้อนศักยภาพที่ประเทศไทยมี และคนไทยมีอย่างเต็มที่ และเมื่อเกิดขึ้น ความไว้วางใจที่ประชาชนมีต่อผู้นำประเทศก็จะพุ่งทะยาน เหมือนหรือมากกว่าที่เกิดขึ้นในอินโดนีเซีย จีน และอินเดีย

นี่คือสิ่งที่สามารถเกิดขึ้นได้ เป็นสิ่งที่ประชาชนทั้งประเทศรอและพร้อมสนับสนุน.


เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ