'หงส์'ดวล'เรือ'ล่าลุ้นแชมป์'คล็อปป์'วัดฝีมือ'เป๊ป'บิ๊กแมทช์ผู้ดี

ข่าวกีฬา 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562 —หนังสือพิมพ์แนวหน้า

บี แหลมสิงห์ ศึกฟุตบอลพรีเมียร์ลีก นัดบิ๊กแมทช์ วันอาทิตย์ที่ 10 พฤศจิกายน นี้ เวลา 23.30 น. ที่สนามแอนฟิลด์ "หงส์แดง" ลิเวอร์พูล เอฟซี จ่าฝูง จะดวลกับ "เรือใบสีฟ้า" แมนเชสเตอร์ ซิตี้ แชมป์เก่า ที่สถานการณ์ก่อนการดวลแข้งนั้น "หงส์แดง" มีแต้มเหนือกว่าอยู่ 6 คะแนน ถ่ายทอดสดทางทรูวิชั่นส์ ช่อง 600 เป็นอีกเกมที่ถูกจับตามองจากทั่วโลก ทั้งในเรื่องของผู้ตัดสิน และสำคัญก็คือการให้สัมภาษณ์ราดน้ำมันของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า กุนซือเรือ ที่ดูเหมือนบุคลิกเปลี่ยนไป ก่อน ที่ เจอร์เก้น คล็อปป์ บอสของหงส์ จะสวนกลับมา สุดท้ายทั้งคู่ชื่นชมซึ่งกันและกันก่อนเกม แต่นั่นหาใช่เรื่องญาติดี แต่น่าจะโยนความกดดันใส่กันมากกว่าเพราะเกมนี้มันอาจจะไม่ใช่เกม "ชี้ชะตาแชมป์" แต่มันสามารถที่จะ "ส่งความหมาย" ในฤดูกาลต่อจากนี้ บรรยายใต้ภาพ เจอร์เก้น คล็อปป์ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า

: ความพร้อมของลิเวอร์พูล :จอร์แดน เฮนเดอร์สัน ที่ป่วยน่าจะผ่านความฟิตกลับมาทันเวลา เพราะเขาคือคนทำงานให้กับ เจอร์เก้น คล็อปป์ ในแนวตรงของสไตล์บ็อกซ์ ทู บ็อกซ์ การวิ่งไลน์ตรงของกัปตันทีมทำให้นักเตะ คนอื่นได้ประโยชน์ในการเล่น โดยเฉพาะ เทรนท์ อเล็กซานเดอร์ อาร์โนลด์ ที่ทำงานร่วมกันด้านขวา ดังนั้น เฮนโด้ จะได้สตาร์ทกับ จอร์จินโญ่ ไวจ์นัลดุม โดยมี ฟาบินโญ่ เป็นตัวกำกับเกม

การขาดหายไปของ โฌแอล มาติ๊ป ส่งผลพอสมควรทั้งเกมรับที่รู้ใจกับ เฟอร์จีล ฟาน ไดจ์ค รวมถึงการขึ้นเกมด้วยตัวเอง ทำให้ภาระนี้ เดยัน ลอฟเรน ต้องรับผิดชอบแทน โอกาสของปราการหลังโครแอต มีมากกว่า โจ โกเมซ ที่ยังหาฝั่งไม่เจอตั้งแต่หายเจ็บ

ตำแหน่งอื่นไม่มีปัญหา คล็อปป์ ได้ปรับตัวผู้เล่นหลายคนในแมทช์ชนะ เกงค์ เกมแชมเปี้ยนส์ลีก เมื่อกลางสัปดาห์ เพื่อให้นักบอล ที่ใช้พลังงานเยอะอย่าง แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน, โรแบร์โต้ ฟีร์มิโน่ และซาดิโอ มาเน่ มีความพร้อมในเกมสำคัญนี้ เพื่อเล่นเกมรุกกับ โมฮาเหม็ด ซาลาห์

11 ตัวจริงที่คาดว่าจะลงสนาม : อลิสซอน เบ๊คเกอร์-เทรนท์ อเล็กซานเดอร์ อาร์โนลด์, เดยัน ลอฟเรน, เฟอร์จีล ฟาน ไดจ์ค, แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน-ฟาบินโญ่, จอร์จินโญ่ ไวจ์นัลดุม, จอร์แดน เฮนเดอร์สัน-โรแบร์โต้ ฟีร์มิโน่, โมฮาเหม็ด ซาลาห์ และ ซาดิโอ มาเน่

: ความพร้อมของแมนฯซิตี้ :การประกาศรายชื่อแบบสุดคูลของทีมชาติสเปน คือการใช้กราฟิกภาพนักเตะขึ้นบนภาพฝาพนัง ที่ว่าฮือฮาแล้ว การมีภาพของ โรดรี้ อยู่ในนั้นด้วย มีผลสะท้อนถึงเกมนี้ทันที หลังจาก โรดรี้ เจ็บไปเมื่อ 2 วีคก่อน และมีข่าวเล็ดลอดออกมาว่า กลับมาซ้อมแล้วตั้งแต่วันอังคาร หากมีชื่อแบบนี้ ทำให้ แมนฯซิตี้ สามารถ จัดทัพได้อย่างสมดุลขึ้น

แฟร์นานดินโญ่ อาจจะได้ไปเล่นเซ็นเตอร์ฮาล์ฟ กับ จอห์น สโตนส์ ด้วยความที่นิ่งกว่า นิโกลัส โอตาเมนดี้ หาก โรดรี้ พร้อมทุกอย่างจะง่ายขึ้น แต่เชื่อว่า แฟร์นานดินโญ่ อาจต้องมาทำงานปกติของเขาในแผงกลาง ถ้า โรดรี้ ฟิตไม่พอ เนื่องจากต้องมีตัวเบรกมิดฟิลด์เจ้าบ้าน เพราะ เควิน เดอ บรอยน์ กับ แบร์นาโด้ ซิลวา จะต้องรุกเต็มตัว

ปัญหาอีกจุดก็คือ เอแดร์ซอน นายประตูตัวจริงเพิ่งเจ็บไป ทำให้ เคลาดิโอ บราโว่ จะได้เล่นเกมนี้ ทำให้พวกเขาจะไม่มีแน่นอน 5 แข้งหลัก นอกจาก เอแดร์ซอน แล้ว ก็คือ ดาบิด ซิลบา, อายเมอริค ลาปอร์กต์, เลรอย ซาเน่ รวมถึง โอเล็กซานเดอร์ ซินเชงโก้ หากว่า โรดรี้ ฟิตไม่พอก็เท่ากับว่าจะขาดไปถึงครึ่งโหลเลยทีเดียว

11 ตัวจริงที่คาดว่าจะลงสนาม : เคลาดิโอ บราโว่-ไคล์ วอล์คเกอร์, จอห์น สโตนส์, แฟร์นานดินโญ่, เบนฌาแม็ง เมนดี้-โรดรี้, เควิน เดอ บรอยน์, แบร์นาโด้ ซิลวา-ราฮีม สเตอร์ลิ่ง, ริยาด มาห์เรซ และเซร์คิโอ อเกวโร่

: ผ่าแท็กติกผู้จัดการทีม :เจอร์เก้น คล็อปป์ กับ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ทำในสิ่งที่เหมือนกันได้สำเร็จ

ทั้งสองคนสามารถใส่ "ดีเอ็นเอนักสู้" ให้กับลูกทีม ก่อนจะผันไปเป็น "ดีเอ็นเอแห่งชัยชนะ" ทำให้นักเตะรู้จักความกระหาย รู้จักความมุ่งมั่น กับปลายทางนั่นคือ ความสำเร็จที่รออยู่

การเจอกันของยอดโค้ชที่ลงท้ายแล้ว สไตล์การเล่นเหมือนกันนั่นคือ 4-3-3 คือ หัวใจหลัก เลือกนักเตะเข้าสู่แผน มากกว่าจะปรับเข้ากับเกมของคู่แข่ง หรือปรับเข้าตามสถานการณ์ตั้งแต่เริ่มเกม

4-3-3 คือแผนแรก และทำให้นักเตะทุกคนรู้จัก พร้อมกับทำความคุ้นเคยกับมัน จากนั้นจะมีการปรับความยืดหยุ่นอย่างไร มันก็เกิดขึ้นได้

กลยุทธ์ของ คล็อปป์ คือการใช้มิดฟิลด์บ็อกซ์ ทู บ็อกซ์ เข้าบดบี้และกดดันคู่แข่ง เพื่อเปิดทางด้านกว้างให้มีพื้นที่ได้เล่น โดยเกมแพลนถูกเซตจากตรงกลางด้วยการเล่นของ เซ็นเตอร์แบ๊ก กับ ฟาบินโญ่

ตรงข้ามกับ เป๊ป ที่เราจะเห็นได้ว่า เขาชอบใช้แบ๊กทั้งสองฝั่งเข้ามาร่วมเซตบอลตรงกลาง แล้วใช้มิดฟิลด์ถ่างออกมารับบอล และแบ๊คก็เล่นร่วมกับ โรดรี้ เพื่อเปิดพื้นที่ฝั่งตรงข้าม เกมแพลนถูกเซตตรงนั้น

สิ่งที่เหมือนกันก็คือ ทั้งสองทีมจะขึ้นมาเซตกันแดนบน และทำเร็วได้เหมือนกัน รวมถึงมีความน่าสนใจก็คือ ยิงได้จากทุกตำแหน่ง และยิงได้หากเมื่อคุณมาถึงจุดที่ได้ทำการซ้อมกันมา

: ทีมผู้ตัดสิน : ลิเวอร์พูล ดูเหมือนกับว่า จะมีปัญหากับการตัดสินหลายๆ ครั้ง โดยเฉพาะ มาร์ติน แอ็ตกินสัน ถูกยกให้เป็นประเด็นบ่อย บ่อยจนกระทั่งมีข่าวลืออีกว่าจะลงทำหน้าที่เกมนี้ และเข้าทาง "สำนักข่าวผี" หรือ "เพจสิ้นคิด" ในเมืองไทย ที่ทำภาพให้คนด่ากันเล่นในวันจันทร์

โชคดีที่หลายคนไม่ตกหลุมพราง เพราะรู้ว่าจะมีการเปิดเผยทีมผู้ตัดสินในวันอังคาร!!!

ไมเคิล โอลิเวอร์ ผู้ตัดสินวัย 34 ปี จากแอสชิงตัน นอร์ทธัมเบอร์แลนด์ จะทำหน้าที่ในเกมนี้ ซึ่งหลายคนมักจะเรียกเขาว่า "ไมเคิล โอลิเวอร์พูล" เพราะมันสอดคล้องกับสโมสรหงส์แดงด้วยความบังเอิญแบบพอดี

ปีนี้ โอลิเวอร์ ตัดสิน ลิเวอร์พูล ไปแล้ว 2 นัด ในเกมเปิดสนามที่ชนะ นอริช 4-1 และเกมบุกชนะ เชลซี 2-1 ส่วน แมนฯซิตี้ เขาก็ตัดสิน 2 เกมเช่นกัน คือเกมเสมอ สเปอร์ส 2-2 และบุกชนะ เอฟเวอร์ตัน 3-1

ส่วนทีมผู้ตัดสินประกอบด้วย ผู้ช่วยผู้ตัดสิน 2 คน คือ สจ๊วร์ต เบิร์ต กับ ไซม่อน เบนเน็ตต์ โดยมี ไมค์ ดีน เป็นผู้ตัดสินที่ 4 ส่วนผู้ควบคุมวีดีโอช่วยในการตัดสิน(VAR) คือ พอล เทียร์นี่ย์ โดยมี คอนสแตนติน ฮัตซิดาคิส เป็นผู้ช่วย: อะไรจะเกิดขึ้นถ้า...... :

ถ้าจะบอกว่า ลิเวอร์พูล มีโอกาสที่ดีกว่าไม่ใช่เรื่องแปลก

การที่ แมนฯซิตี้ มีปัญหานักเตะ บาดเจ็บบานตะไทขนาดนี้ ไม่ใช่เรื่องที่เกิด ขึ้นง่ายๆ แน่นอน แม้ว่าศักยภาพนักเตะที่เหลือนั้นอาจจะดูเหมือนไม่ต่าง แต่การที่จะต้องแก้ปัญหากันในทุกๆ เกม

มันจะส่งผลกระทบบ่อยในเกมใหญ่ๆ สิ่งที่ คล็อปป์ ต้องระวังที่สุดก็คือ การแก้ไขปัญหาของ เป๊ป ที่แก้ไขสถานการณ์เป็นช็อตๆ แก้สถานการณ์หน่วยวัดเป็นเซนติเมตร เป็นนิ้ว มีความละเอียดสูงมาก ต่อให้ เป๊ป อาจจะดูเปลี่ยนไป ดูหงุดหงิดง่ายเอาใจยาก และปากไวผิดสังเกต

แต่เรื่องฝีมือยังไงก็ยังเฉียบขาดผิดสังเกตเช่นกันเราอาจจะได้เห็น แมนฯซิตี้ มาในมาดเดียวกับซีซั่นที่แล้ว ด้วยการเล่นเกมรับเป็นหลัก ไม่ได้เปิดหน้าแลกให้เจ็บตัวเล่น ดังนั้นความสนุกในเกม อาจจะไม่ได้มากเหมือนกับที่คาดกันเอาไว้

เนื่องจากผลลัพธ์คือสิ่งที่ทุกคนต้องการมากกว่าการเล่นในสนาม"กองกลาง" น่าจะตัดสินเกมนี้ได้ เจ้าถิ่นมีความแข็งแกร่งกว่า และเข้าอกเข้าใจในแผนที่ดี ขณะที่ ซิตี้ ต้องปรับไปปรับมา แถมจะได้เล่นในเกมที่ตัวเองไม่ถนัด มันอาจจะส่งผลกระทบต่อผลของเกม

ถ้า ลิเวอร์พูล ชนะได้ จะทำให้ ลิเวอร์พูล ทำแต้มห่างออกไปเป็น 9 คะแนน

ถ้า แมนฯซิตี้ ชนะล่ะ จะทำให้ช่องว่าลดเหลือเพียง 3 คะแนนแต่ถ้าผลออกมาเสมอกัน ช่องว่างจะเหลือ 6 แต้มสำหรับ "ผู้ท้าชิงไฟท์บังคับ" ในปีนี้

รอเวลาคิกออฟกันเลยดีกว่า.น่าลุ้นมาก!!!: Head to Head :

สถิติการพบกันถือว่าแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เมื่อ ลิเวอร์พูล ชนะไปถึง 89 เสมอ 48 แมนฯซิตี้ ชนะไป 56 เกม และ ซิตี้ บุกมาชนะที่แอนฟิลด์ในบอลลีกหนสุดท้ายต้องย้อนไปไกลถึงปี 2003

อย่างไรก็ตาม ซีซั่นก่อน เป๊ป ปรับแนวทางการเล่นใหม่ หลังจากที่โดน หงส์ ถลุงเละทั้งไปทั้งกลับในบอลแชมเปี้ยนส์ลีก ทำให้เขาไม่แพ้เลยในบอลลีกซีซั่น 2018-19 ด้วยการบุกมาเสมอที่แอนฟิลด์ แบบน่าชนะ 0-0 ถ้าหาก ริยาด มาห์เรซ ไม่ยิงจุดโทษออกไปเอง และชัยชนะ 2-1 ในช่วงขึ้นปีใหม่คือโมเมนตั้มสำคัญที่ทำให้ แมนฯซิตี้ วิ่งแซงคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก ด้วยคะแนนที่มากกว่า เพียงแต้มเดียวเท่านั้น

อัตราต่อรอง : เสมอ ลิเวอร์พูลเลือกข้าง : อยู่ "หงส์" ดีกว่า


เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ