BC ตั้งเป้า 5 ปี (ปี 63-67) พัฒนาเพิ่มเป็น 40 โครงการ ห้องพัก 10,000 ห้อง, เล็งปีหน้าขายสินทรัพย์อย่างน้อย 3 โครงการ

ข่าวหุ้น-การเงิน 3 ธันวาคม พ.ศ. 2562 18:03 น. —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

นายปรับชะรันซิงห์ ทักราล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.บูทิค คอร์ปอเรชั่น (BC) เปิดเผยว่า บริษัทตั้งเป้าหมายภายใน 5 ปีจากนี้ (ปี 63-67) จะพัฒนาโครงการเพิ่มเป็น 40 โครงการ โดยมีจำนวนห้องพักทั้งสิ้น 10,000 ห้อง แบ่งเป็น โครงการโรงแรม ในกรุงเทพฯ 70%, โครงการโรงแรมในหัวเมืองท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยม 20% ส่วนที่เหลือโครงการมิกซ์ยูส (Mixed-use) โดยงบลงทุนจะอยู่ที่ประมาณ 400-800 ล้านบาทต่อโครงการ ขณะเดียวกันก็ตั้งเป้าอัตราการเติบโตของรายได้เฉลี่ยต่อปีที่ 20%

สำหรับแผนการดำเนินงานในปี 63 โดยเบื้องต้นมีแผนขายสินทรัพย์ในพอร์ตอย่างน้อย 3 โครงการ จากปัจจุบันมีโครงการพร้อมขาย 5 โครงการ มูลค่าโครงการรวม 1,500 ล้านบาท ได้แก่ Oakwood Residence Sukhumvit 24 จำนวนห้องพัก 79 ห้อง, Oakwood Hotel Journey Hub Pattaya จำนวนห้องพัก 79 ห้อง, Oakwood Hotel Journey Hub Phuket จำนวนห้องพัก 200 ห้อง, Novotel ChiangMai Nimman Journey Hub จำนวนห้องพัก 202 ห้อง และ Villa 1 Patong Phuket

อย่างไรก็ดี บริษัทเตรียมเปิดเผยแผนการดำเนินงานในปี 63 ในช่วงเดือนม.ค.63

ขณะเดียวกันบริษัทก็มีแผนซื้อที่ดินจำนวน 3 แปลง ในทำเลสุขุมวิท เพื่อพัฒนาโครงการโรงแรมอย่างน้อย 3 โครงการ จากปัจจุบันที่อยู่ระหว่างการพัฒนาโครงการ จำนวน 8 โครงการ จำนวนห้องพักรวม 969 ห้อง มูลค่ารวม 3,934 ล้านบาท

ส่วนการดำเนินงานในปีนี้ BC ประสบความสำเร็จในธุรกิจสร้าง – ดำเนินงาน – ขาย (Build-Operate-Sell : BOS) โดยมีโครงการที่ขายออกไปแล้วจำนวน 2 โครงการ ซึ่งถือว่าสูงกว่าปีที่ผ่านๆ มาทำได้เฉลี่ยปีละ 1 โครงการ ทำให้ภาพรวมผลประกอบการปี 62 คาดว่าจะเป็นปีที่ดีของบริษัท เชื่อว่าจะสนับสนุนให้งบเดี่ยวของ BC เป็นบวก

งวด 9 เดือนแรกของปี 62 บริษัทมีรายได้รวมอยู่ที่ 723 ล้านบาท กำไรสุทธิ (รวมส่วนได้เสียที่ไม่มีอำนาจควบคุม) อยู่ที่ 246 ล้านบาท คิดเป็นการเติบโตของกำไรที่ 158.7% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน มีอัตรากำไรขั้นต้นอยู่ในระดับสูงที่ 77.2% อัตรากำไรสุทธิอยู่ที่ 26.6%

"หากดูที่งบเฉพาะกิจการมีกำไรสะสมที่ยังไม่ได้จัดสรรอยู่ที่ 73 ล้านบาท ซึ่งส่วนนี้มีกำไรสะสมเป็นบวกทำให้ BC สามารถจ่ายปันผลตอบแทนผู้ถือหุ้นได้ สะท้อนถึงผลการดำเนินงานที่แท้จริงของ BC และด้วยธรรมชาติของธุรกิจที่มีกำไรในระดับสูงจากการขายโครงการ โดยวางเป้าหมาย BC เป็นหุ้น Growth Stock ที่มีการเติบโตในอนาคต และจะเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ BC ระยะยาว ไม่มีขายหุ้นออกอย่างแน่นอน" นายปรับชะรันซิงห์ กล่าว

ทั้งนี้ BC มีจุดแข็งจากการเป็นผู้เชี่ยวชาญในธุรกิจ BOS อสังหาริมทรัพย์หลากหลายประเภท ทั้งโรงแรม เซอร์วิสอพาร์ทเมนท์ Commercial Mixed Use ได้แก่ ศูนย์การค้า และอาคารสำนักงานให้เช่า รวมทั้งธุรกิจบริหารจัดการอสังหาริมทรัพย์ เปิดเผยว่า BC เป็นผู้นำธุรกิจพัฒนาโครงการรูปแบบ BOS ที่ยังไม่มีคู่แข่งทางตรงในตลาดหลักทรัพย์ฯ และแตกต่างกับผู้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์รูปแบบอื่น

นายปรับชะรันซิงห์ มองว่า ธุรกิจ BC มีศักยภาพการทำกำไรสูง และไม่กังวลผลกระทบภาพรวมอสังหาริมทรัพย์ที่ชะลอตัว เพราะ BC คือผู้พัฒนาโครงการเพื่อขาย ที่มีความหลากหลายของโครงการในพอร์ต และทำเลโดดเด่น เน้นลงทุนในโครงการขนาดกลาง-เล็ก ตั้งเป้าอัตราผลตอบแทนจากการลงทุน (IRR) ไม่ต่ำกว่า 15%

จุดเด่นในการลงทุน BC มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว และพอร์ตการลงทุนที่หลากหลาย มีความเชี่ยวชาญในการออกแบบพัฒนาพื้นที่ใช้งานและประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ ทำให้โครงการมีผลการดำเนินงานในระดับดี และขายบนผลตอบแทนในระดับสูง ด้านทีมบริหารมีความแข็งแกร่ง มีประสบการณ์ในธุรกิจ มีความสัมพันธ์อันโดดเด่นกับทุกพันธมิตร สามารถเพิ่มประสิทธิภาพของมูลค่าทรัพย์สินเพื่อสร้างกระแสเงินสดประจำ และผลตอบแทนที่สูงกว่า โดยมีเป้าอัตราผลตอบแทนจากการลงทุน (IRR) ไม่ต่ำกว่า 15%

โครงการในปัจจุบันที่ก่อสร้างเสร็จแล้วและอยู่ระหว่างดำเนินการมีทั้งหมด 9 โครงการ มีจำนวนห้องรวม 1,042 ห้อง แบ่งเป็น โครงการที่รอขายในอนาคต (BOS) จำนวน 5 โครงการ และโครงการที่บริษัทฯ มีนโยบายเป็นผู้ดำเนินงานและบริหารจัดการเอง (Non-BOS) 4 โครงการ นอกจากนี้ มีโครงการในอนาคตที่อยู่ระหว่างดำเนินการพัฒนาอีก 8 โครงการ จำนวนห้องรวม 969 ห้อง คาดจะทยอยแล้วเสร็จไปจนถึงปี 64

นายปรับชะรันซิงห์ กล่าวถึงราคาหุ้น BC ที่ยังต่ำกว่าราคา IPO ที่ 2.86 บาทต่อหุ้นว่า กลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่ที่ถือหุ้นรวมกันกว่า 340 ล้านหุ้น ไม่มีนโยบายขายหุ้น เนื่องจากบริษัทมีมูลค่าทางทรัพย์สินมากกว่ามูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแคป) ซึ่งปัจจุบันมูลค่าทรัพย์สินอยู่ที่ 3,500 ล้านบาท และมาร์เก็ตแคปอยู่ที่ 826.41 ล้านบาท

ขณะเดียวกันบริษัทยังมีความสามารถจ่ายเงินปันผลให้กับนักลงทุนได้อย่างแน่นอน เนื่องด้วยงบการเงินเฉพาะกิจการ สิ้นสุด ณ เดือนก.ย.62 มีกำไรสะสมอยู่ที่ 15 ล้านบาท


เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ